แมนเชสเตอร์ ซิตี้
โคเวนทรี่ ซิตี้
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : ทัพ "เรือใบสีฟ้า" ลงสนามสุดสัปดาห์นี้ด้วยความหวังที่จะคว้าชัยชนะตลอด 3 นัดแรกของฤดูกาลเป็นครั้งที่สามในรอบสี่ซีซั่น หลังออกสตาร์ตฤดูกาล 2026-27 อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเก็บหกคะแนนเต็มจาก บอร์นมัธ และ คริสตัล พาเลซ โดยเกมแรกต้องออกแรงเหนื่อยแซงชนะ "เดอะ เชอร์รี่ส์" ในบ้านช่วงท้ายเกม 2-1 ก่อนจะประกาศศักดาในยุคหลัง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วยการบุกถล่มปราสาทเรือนแก้วขาดลอย 4-1 จากการเหมาคนละสองประตูของ รายาน แชร์กี้ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ซึ่งทาง เอ็นโซ่ มาเรสก้า ใช้เวลาไม่นานในการปลูกฝังปรัชญาเน้นการครองบอล โดยทีมรั้งอันดับหนึ่งของลีกเรื่องการจ่ายบอลสำเร็จถึง 1,315 ครั้ง และเป็นการจ่ายบอลสั้นถึง 94.6% ซึ่งสูงที่สุดในลีก ควบคู่ไปกับความแม่นยำในการจ่ายบอล 90.9% และความแม่นยำยามเจอคู่แข่งบดกดดันสูงถึง 85.8% นอกจากนี้สถิติการเล่นในบ้านยังแข็งแกร่ง แพ้เพียงแค่ 2 จาก 20 นัดหลังสุดในลีกนับตั้งแต่เปิดซีซั่นก่อน ชนะได้ถึง 15 นัด และชนะเกมเหย้าสองนัดแรกของซีซั่นได้ถึง 4 จาก 5 ฤดูกาลหลัง ยิ่งไปกว่านั้น สถิติการเจอน้องใหม่ยังไร้พ่ายมา 30 นัดติด ชนะได้ถึง 27 เกม นับตั้งแต่พ่าย ลีดส์ ยูไนเต็ด ในเดือนเมษายน 2021
โคเวนทรี่ ซิตี้ : ขณะที่ทีมร่วมเลื่อนชั้นอย่าง ฮัลล์ ซิตี้ และ อิปสวิช ทาวน์ ต่างเริ่มต้นได้สวย ทว่าแชมป์จากลีก แชมเปี้ยนชิพ อย่าง "ช้างกระทืบโรง" ยังคงไม่มีทั้งแต้มและยังเจาะตาข่ายใครไม่ได้เลยตลอด 2 เกมแรก โดยนัดเปิดสนามโดนแชมป์เก่าอย่าง อาร์เซน่อล ถล่มยับ 3-0 ก่อนจะมาพ่ายคารังต่อ ฮัลล์ ซิตี้ 0-1 เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตผู้เล่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2014-15 ต้องยอมรับว่าทีมมีบทเรียนราคาแพงที่ต้องเรียนรู้ โดยสถิติส่วนตัวของกุนซือรายนี้ย่ำแย่อย่างหนัก ชนะได้เพียง 4 จาก 32 เกมหลังสุดในการคุมทีมลีกสูงสุด และชนะแค่นัดเดียวจาก 19 เกมหลังสุด อีกทั้งลูกทีมยังเสียประตูต่อเนื่องมาแล้วถึง 18 นัดติดต่อกัน โดนส่องไปถึง 37 ลูก ชัยชนะครั้งสุดท้ายของเขาในลีกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 สมัยรักษาการที่ เชลซี ในประวัติศาสตร์ของสโมสรเคยแพ้ 3 นัดแรกของซีซั่นเพียงแค่สี่ครั้ง และยังไม่เคยเปิดหัวด้วยการแพ้รวดโดยยิงประตูไม่ได้เลย อย่างไรก็ดี ทีมเยือนยังพอมีกำลังใจจากสถิติเก่าที่ไม่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในลีกสูงสุดมา 8 นัดติดต่อกัน (ชนะ 4 เสมอ 4) นับตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93
- ตัวเจ็บ/รอเช็ก : ขาด เฌเรมี่ โดกู ที่บาดเจ็บกล้ามเนื้อน่อง ส่วน มาเธอุส นูเนส ยังต้องรอเช็คความฟิต ทำให้ อับดูโคดีร์ คูซานอฟ มีโอกาสปักหลักแบ็กขวาต่อ
- แข้งใหม่ลุ้นตัวจริง : เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ แข้งค่าตัว 125 ล้านปอนด์ มีลุ้นออกสตาร์ตตัวจริงแย่งตำแหน่งกับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ อายยูบ บูอัดดี
- แนวรุกพร้อมรบ : อิลิมาน เอ็นดิอาย แข้งวันปิดตลาดพร้อมเป็นตัวเลือกริมเส้น แต่คาดว่า อ็องตวน เซเมนโย่ และ ฟิล โฟเด้น จะได้ลงประสานงานร่วมกับ รายาน แชร์กี้ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์
- ปัญหาแนวรุก : จะไม่มี ฮาจิ ไรท์ กองหน้าคนสำคัญที่พักยาวจากอาการเจ็บต้นขา
- รอเช็กความฟิต : แฟร้งค์ ออนเยก้า (สะโพก) และ ซิดิกี้ เชริฟ ต้องลุ้นความฟิต ส่วน บ็อบบี้ โธมัส ที่เป็นตะคริวนัดก่อนน่าจะฟิตทัน
- การจัดทัพ : อาจปรับมาใช้หลัง 5 ตัว แผงกลางนำโดยกัปตันทีม แมตต์ ไกรม์ส เคียงข้าง คาเลบ ยิเรนคยี และ แจ็ค รูโดนี่ หรือ วิคเตอร์ ทอร์ป โดยมี เอฟรอน เมสัน-คลาร์ก ยืนหน้าคู่ ไทโว อโวนิยี่
กองหลัง : อับดูโคดีร์ คูซานอฟ, รูเบน ดิอาส, มาร์ค เกฮี, ยอสโก้ กวาร์ดิโอล
กองกลางตัวรับ : เอลเลียต แอนเดอร์สัน, อายยูบ บูอัดดี
กองกลางตัวรุก : ฟิล โฟเด้น, รายาน แชร์กี้, อ็องตวน เซเมนโย่
กองหน้า : เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์
กองหลัง : มิลาน ฟาน เอวิค, บ็อบบี้ โธมัส, อีธาน พินน็อค, ออเรเล่ อเมนด้า, เจย์ ดาซิลวา
กองกลาง : คาเลบ ยิเรนคยี, แมตต์ ไกรม์ส, แจ็ค รูโดนี่
กองหน้า : เอฟรอน เมสัน-คลาร์ก, ไทโว อโวนิยี่
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ลงตัวอย่างมากภายใต้การวางหมากของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ด้วยการเล่นที่เน้นครองบอลเหนียวแน่นและจ่ายบอลแม่นยำที่สุดในลีก โดยมีตัวทีเด็ดในการผลิตสกอร์อย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการไล่ล่าตาข่ายใส่ทีมน้องใหม่เป็นพิเศษ ประสานงานร่วมกับ รายาน แชร์กี้ ที่กำลังสร้างสรรค์โอกาสเข้าทำได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งสถิติการเล่นในสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม ก็ดุดันและไร้พ่ายทีมน้องใหม่มา 30 นัดติด สวนทางกับ โคเวนทรี่ ซิตี้ ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่กำลังเจอมรสุม เกมรุกยังคลำเป้าหาประตูแรกไม่เจอ ขณะที่เกมรับมีช่องโหว่ไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้เลยตลอด 18 นัดหลังสุด แม้จะหวังพึ่งเกมรับ 5 คน แต่ด้วยศักยภาพตัวผู้เล่นและการคุมเกมที่ห่างชั้นกันเกินไป ทัพเรือใบสีฟ้าจะเปิดรังบดขยี้คว้าสามแต้มได้อย่างขาดลอย