
1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS ลิเวอร์พูล - เอฟเอคัพ รอบ 8 ทีม / คิกออฟ เวลา 18.45 น.
"เรือใบสีฟ้า" แชมป์ 7 สมัย นับ 1 จากการลุ้น 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้ หลังชนะ อาร์เซน่อล 2-0 คว้าแชมป์คาราบาวคัพ หากผ่าน "หงส์แดง" ได้ จะเป็นการเข้ารอบรองชนะเลิศ เอฟเอคัพ 8 ปีติด ซึ่ง 4 ซีซันหลังสุด ชนะในถ้วยนี้ถึง 19 จาก 21 นัด แพ้แค่รอบชิง ปี 2024 (แมนยู 1-2) และปี 2025 (คริสตัล พาเลซ 0-1) เกมนี้ มาร์ค เกฮี ที่เล่นลีกคัพไม่ได้ จะกลับมาคุมแนวรับ ส่วน นิโก้ โอไรลี่ ฮีโร่ดับปืนใหญ่น่าจะขึ้นมาเล่นมิดฟิลด์ สนับสนุน เออร์ลิง ฮาลันด์ ในแดนหน้า
ส่วน ลิเวอร์พูล แชมป์ 8 สมัยจะได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงเล่นครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศอำลาสโมสรหลังจบฤดูกาลนี้ และเจ้าตัวก็หายเจ็บพอดี เกมนี้จะได้ล้างตาจากที่แพ้ทั้งไป-กลับในพรีเมียร์ลีก (0-3 และ 1-2) ซึ่ง 4 ครั้งหลังสุดที่พบ แมนซิตี้ ในเอฟเอคัพ "หงส์แดง" ชนะทั้งหมด แต่เรือใบสีฟ้าก็ชนะในบ้าน 17 นัดติดต่อกันในถ้วยนี้ แถมเกมนี้ อลิสซอน เบ็คเกอร์ นายทวารมือ 1 ยังไม่หายเจ็บ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ก็ยังฟิตไม่พอลงตัวจริง งานนี้เจ้าถิ่นน่าจะได้เฮ
ทัศนะ : แมนซิตี้ เบียดเข้าป้ายได้ไปต่อ

2. เซาแธมป์ตัน VS อาร์เซน่อล - เอฟเอคัพ รอบ 8 ทีม / คิกออฟ เวลา 02.00 น.
"ปืนใหญ่" แชมป์สูงสุด 14 สมัย อดเหมา 4 แชมป์แล้ว หลังโดน แมนซิตี้ ดับฝันในลีกคัพนัดชิง แต่ยังอยู่ในเส้นทางล่า 3 แชมป์ ถ้าเข้ารอบตัดเชือกได้ก็มีลุ้นชูถ้วย เพราะ 4 ครั้งหลังสุดที่เข้ารอบรองฯ ล้วนเป็นแชมป์ ซึ่งก่อนแพ้ "เรือใบสีฟ้า" อาร์เซน่อล ไร้พ่าย 14 นัดติด (ชนะ 11) แต่ต้องลุ้นว่า 11 คนที่ถอนตัวทีมชาติจะกลับมาฟิตกี่คน นำโดย เดแคลน ไรซ์, บูกาโย่ ซาก้า, เอเบเรชี่ เอเซ่, กาเบรียล มากัลไญส์ แต่อาจเป็นโอกาสของ แม็กซ์ ดาวแมน เจ้าหนูวัย 16 ปี
"นักบุญ" หนึ่งเดียวจากแชมเปียนชิพ อาจดูยากกับการลุ้นแชมป์สมัยที่ 2 แต่นี่คือการเข้ารอบ 8 ทีมครั้งที่ 3 ใน 6 ปีหลังสุด ผลงานนับตั้งแต่เข้าปี 2026 ไร้พ่ายถึง 14 นัด (ชนะ 11) และยังเคยเขี่ย อาร์เซน่อล ในฐานะแชมป์เก่า ตกรอบ 3 เอฟเอคัพ 2020-21 มาแล้ว แต่เจอกัน 2 ครั้งหลังสุดในพรีเมียร์ลีกซีซันที่แล้ว "ปืนใหญ่" ชนะหมด พร้อมส่ง เซาแธมป์ตัน ตกชั้น แถม ฟลินน์ ดาวน์ส, คุริว มัตสึกิ ก็ติดแบน แจ็ค สตีเฟ่นส์ กัปตันทีมก็เจ็บ น่าจะเสร็จทีมเยือน
ทัศนะ : อาร์เซน่อล บุกเชือดนักบุญ

3. มายอร์ก้า (อันดับ 18) VS เรอัล มาดริด (อันดับ 2) - ลา ลีกา สเปน / คิกออฟ เวลา 21.15 น.
"ราชันชุดขาว" คืนฟอร์มจากที่แพ้ เกตาเฟ่ 0-1 คาบ้าน เมื่อต้นเดือนมีนาคม กลับมาชนะรวด 5 นัดก่อนเบรกทีมชาติ ยังได้ลุ้น 2 แชมป์ ทั้ง ลา ลีกา และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ล่าสุดเปิดบ้านชนะ แอตมาดริด 3-2 ขณะที่เกมเยือน เรอัล มาดริด มีผลงานดีที่สุดในลีกซีซันนี้ เก็บได้ 30 แต้ม (ชนะ 9 เสมอ 3 แพ้ 2) 3 ครั้งหลังสุดที่เจอ มายอร์ก้า ก็ชนะรวด แต่แนวรุกอาจพัก วินิซิอุส จูเนียร์, จู๊ด เบลลิงแฮม ที่เจ็บเล็กน้อยจากทีมชาติ ก่อนเจอ บาเยิร์น ใน UCL
ด้าน "ชาวเกาะ" อาการน่าเป็นห่วงในซีซันนี้ เก็บได้แค่ 28 คะแนนจาก 29 นัด แต่ยังห่างพื้นที่รอดตกชั้นแค่ 1 แต้ม ผลงาน 7 นัดหลังสุดไม่สู้ดี แพ้ไป 5 ชนะแค่ 1 แม้เกมในบ้านจะทำได้ไม่เลว 14 นัด ชนะ 6 เสมอ 4 แพ้ 4 แต่การเจอ เรอัล มาดริด 11 ครั้งหลังสุด มายอร์ก้า ชนะแค่ 1 ตัวเจ็บก็ยังมีอยู่ 5 ราย แม้มี เวดัต มูริชี่ ดาวยิงทีมชาติโคโซโวเป็น เดอะแบก ซัดในลีกไปถึง 18 ประตู เป็นรองแค่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (23 ประตู) แต่องค์ประกอบทีมยังไม่เพียงพอต่อกร
ทัศนะ : ราชันชุดขาว เข้าวินนิ่มๆ

4. แอตเลติโก มาดริด (อันดับ 4) VS บาร์เซโลน่า (อันดับ 1) - ลา ลีกา สเปน / คิกออฟ เวลา 02.00 น.
"ตราหมี" เตรียมเจอ "เจ้าบุญทุ่ม" ให้เบื่อกันไปข้าง หลังต้องเจอถึง 3 ครั้งใน 4 นัดต่อไป เริ่มจากเกมนี้ต่อด้วย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีม อีก 2 นัด ส่วนการเจอกัน 3 ครั้งแรกในซีซันนี้ แอตมาดริด ชนะแค่ 1 ในโกปา เดล เรย์ รอบรองฯ นัดแรก แต่แพ้ทั้ง 2 นัดที่ไปเยือนทั้งในเลก 2 และในลีก ทว่าการนำ เรอัล เบติส อันดับ 5 ห่างถึง 13 แต้ม จึงน่าจะเก็บตัวผู้เล่นไว้ลุ้นแชมป์บอลถ้วย 2 รายการ ตัวเจ็บ-แบนยังมี 7 คน แต่ ฮูเลียน อัลวาเรซ น่าจะนำทัพเช่นเคย
บาร์เซโลน่า ชนะ แอตมาดริด ถึง 4 จาก 5 เกมหลังสุดที่พบกัน และยังไม่แพ้ในเกมลีกที่ไปเยือนตั้งแต่ปี 2021 ฟอร์มช่วงหลังก็ไม่แพ้มา 8 นัดติด (ชนะ 7) เกมนี้ลูกทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ยังต้องเน้นเพื่อรักษาช่องว่างที่นำ เรอัล มาดริด 4 แต้มไว้ให้ได้ แม้ยังต้องเจอ "ตราหมี" ใน UCL วันพุธนี้อีก แม้ ราฟินญ่า ยังเจ็บอยู่ แต่จะมี เอริก การ์เซีย, ฌูลส์ คุนเด้, อเล็กซ์ บัลเด้ สลัดเดี้ยงกลับมาช่วยเกมรับ แนวรุกก็มีทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด, ลามีน ยามาล ที่พร้อมช่วยงาบชัย
ทัศนะ : บาร์เซโลน่า ได้เฮอีกรอบ