
1. อังกฤษ VS อุรุกวัย - ฟุตบอลอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ / คิกออฟ เวลา 02.45 น. "สิงโตคำราม" ของกุนซือ โธมัส ทูเคิล ตีตั๋วไปบอลโลกสมัยที่ 17 ด้วยผลงานชนะ 100% ทั้ง 8 นัดในรอบคัดเลือก กลุ่มเค โดยไม่เสียประตูด้วย ยิงได้ถึง 22 ลูก ชนะรวด 6 เกมหลังสุด ตั้งแต่แพ้ เซเนกัล 1-3 ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อ 10 มิถุนายน ปีที่แล้ว งานนี้มีลุ้นล้างตา "จอมโหด" ที่เคยแพ้ 1-2 ในการพบกันล่าสุดเมื่อฟุตบอลโลก 2014 ดาวดังก็อยู่กันครบทั้ง แฮร์รี่ เคน, เดแคลน ไรซ์, โคล พาลเมอร์, จู๊ด เบลลิงแฮม รวมถึงหน้าใหม่ เจมส์ การ์เนอร์ อุรุกวัย ได้ไปบอลโลกครั้งที่ 15 หลังจบอันดับ 4 โซนอเมริกาใต้ ต่อจาก อาร์เจนตินา, เอกวาดอร์, โคลอมเบีย และเหนือกว่า บราซิล ที่ได้อันดับ 5 ผลงาน 18 นัด ชนะ 7 เสมอ 7 แพ้ 4 แต่เกมอุ่นเครื่อง 4 นัดหลังสุดค่อนข้างฝืด ชนะ 2 เสมอ 1 และล่าสุดแพ้ สหรัฐอเมริกา ขาดลอย 1-5 แม้สถิติพบกับ อังกฤษ จะเหนือกว่า 11 ครั้ง ชนะ 5 แพ้ 3 เสมอ 3 และมีสตาร์ดังนำทัพโดย ดาร์วิน นูนเญซ, เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, โรนัลด์ อาเราโฮ แต่โดยรวมยังสู้ อังกฤษ ไม่ได้
ทัศนะ : อังกฤษ ชนะรวดนัดที่ 7

2. เนเธอร์แลนด์ VS นอร์เวย์ - ฟุตบอลอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ / คิกออฟ เวลา 02.45 น.
"อัศวินสีส้ม" ตีตั๋วบอลโลกสมัยที่ 12 หลังเสมอ โปแลนด์ 1-1 และชนะ ลิทัวเนีย 4-0 คว้าแชมป์กลุ่มจี แบบไร้พ่าย (ชนะ 6 เสมอ 2) ทำให้ไม่แพ้ใน 90 นาทีถึง 12 เกมติดต่อกัน นับตั้งแต่พ่าย เยอรมนี 0-1 ในยูฟ่า เนชั่นส์ลีก เดือนตุลาคม ปี 2024 แม้จะขาด เมมฟิส เดปาย ดาวยิงสูงสุดตลอดกาล 55 ประตู, เฟรงกี้ เดอ ยอง, ยูร์เรียน ทิมเบอร์ ที่เจ็บ แต่คนที่เหลือยังมี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โคดี้ กัคโป, ไรอัน กราเฟนแบร์ก, ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส, ดอนเยลล์ มาเลน
"ไวกิ้ง" ได้ไปลุยบอลโลกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 หลังชนะรวด 8 นัด โดยที่อัด อิตาลี ทั้งไป-กลับ คว้าแชมป์กลุ่มไอ ด้วยการยิงไปถึง 37 ประตู เสียแค่ 5 ถ้านับทุกรายการช่วงหลังก็สุดแกร่ง ไม่แพ้ใคร 12 นัด (ชนะ 11 เสมอ 1) แต่กุนซือ สตาเล่ โซลบัคเค่น ยืนยันว่าจะพัก เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวซัลโวรอบคัดเลือกโซนยุโรป 16 ประตู ทำให้ เยอร์เก้น สตรานด์ ลาร์เซ่น กับ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ จะล่าสกอร์แทน มาร์ติน โอเดการ์ด ยังเจ็บอยู่ ทำให้มีแววเจ๊าสูง
ทัศนะ : เสมอกันแบบมีสกอร์

3. สวิตเซอร์แลนด์ VS เยอรมนี - ฟุตบอลอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ / คิกออฟ เวลา 02.45 น.
ขุนพล "แดนนาฬิกา" เป็นอีก 1 ชาติที่ไร้พ่ายในรอบคัดเลือกโซนยุโรป (ชนะ 4 เสมอ 2) ยิง 14 ประตู เสียแค่ 2 มีแค่ อังกฤษ (0 ประตู) ที่เสียน้อยกว่าในบรรดา 54 ชาติในรอบคัดเลือก ทำให้ไม่แพ้ใคร 10 นัดหลังสุด (ชนะ 7 เสมอ 3) ผลงานที่น่าประทับใจคือ ชนะ สวีเดน ทั้งไป-กลับ (2-0 และ 4-1) เกมในบ้าน 5 นัดหลังสุดก็ชนะรวด ตัวหลักก็อยู่กันพร้อมหน้าทั้ง เกรกอร์ โคเบิล, มานูเอล อคานจี, กรานิต ชาก้า, รูเบน วาร์กาส, แดน เอ็นดอย, บรีล เอ็มโบโล่
"อินทรีเหล็ก" ไปบอลโลกสมัยที่ 21 โดยสะดุดตั้งแต่นัดแรกที่แพ้ สโลวาเกีย 0-2 แต่ก็ชนะ 5 เกมที่เหลือ เสียเพิ่มแค่ 1 ลูก แต่ยิงได้ 16 ประตู และไม่โดนเจาะตาข่ายใน 4 นัดหลังสุด เจอ สวิตเซอร์แลนด์ ล่าสุดในยูโร 2024 รอบแบ่งกลุ่ม เสมอกัน 1-1 และยิงประตูได้ตลอด 13 ครั้งสุดที่พบกัน ดาวดังอยู่กันพร้อมหน้า นำโดย โยชัว คิมมิช, เลรอย ซาเน่, ไค ฮาแวตซ์, โฟลเรียน เวียตซ์, นิค โวลเทอมาเดอ แต่คู่นี้เสมอกันมา 3 ครั้งหลังสุด หนนี้ก็น่าจะลงเอยแบบเดิม
ทัศนะ : จบเจ๊าแบบมีประตู

4. สเปน VS เซอร์เบีย - ฟุตบอลอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ / คิกออฟ เวลา 03.00 น.
"กระทิงดุ" แชมป์ยูโร 2024 อุ่นเครื่องกับ เซอร์เบีย แทนศึกฟินาลิสซิม่า 2026 พบ อาร์เจนตินา แชมป์โคปา อเมริกา 2024 ที่กาตาร์ ซึ่งยกเลิกไปเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง โดยสเปน ไม่แพ้ใน 90 นาทีมานาน 26 นัด (ชนะ 20 เสมอ 6) ล่าสุดคือเกมอุ่นเครื่องแพ้ โคลอมเบีย 0-1 ที่ลอนดอน สเตเดียม 22 มีนาคม ปี 2024 สภาพทีมแม้ขาด ฟาเบียน รุยซ์, มิเกล เมริโน่, นิโก้ วิลเลียมส์ แต่ยังนำโดย ลามีน ยามาล, โรดรี้, เปดรี, มาร์ติน ซูบิเมนดี้, มาร์ค กูกูเรย่า
ขณะที่ เซอร์เบีย อดไปบอลโลกสมัยที่ 14 หลังจบแค่อันดับ 3 กลุ่มเค ในรอบคัดเลือก ต่อจาก อังกฤษ, แอลเบเนีย ด้วยผลงาน 8 นัด ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 3 พลาดตั๋วเพลย์ออฟแค่ 1 แต้ม ส่วนการพบกับ สเปน 3 ครั้ง ไม่ชนะเลย (แพ้ 2 เสมอ 1) และยิงประตูไม่ได้ด้วย ครั้งล่าสุดก็แพ้ 0-3 ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก แม้มีดาวยิงตัวทีเด็ดทั้ง อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช, ลูก้า โยวิช รวมถึงตัวป้อนอย่าง เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช, ฟิลิป คอสติช แต่ สเปน ครบเครื่องกว่า น่าชนะไป
ทัศนะ : กระทิงดุขวิดเซิร์บคว้าชัย