นั่นคือ ระบบเช็กล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติขั้นสูง (Advanced Semi-Automated Offside) ที่จะใช้กับ ผู้ตัดสิน VAR ซึ่งจะทำให้การเช็กล้ำหน้าเร็วขึ้น และหมายความว่า ผู้ช่วยผู้ตัดสิน สามารถยกธงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจนกว่าจะจบการเล่นในจังหวะนั้นๆ
- ระบบจะส่งเสียงเตือนแบบเรียลไทม์ไปยังผู้ช่วยผู้ตัดสิน หากผู้เล่นล้ำหน้าเกิน 10 เซนติเมตร
- เทคโนโลยีรุ่นก่อนๆ ที่ทดสอบในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก และ อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ จะแจ้งเตือนผู้ตัดสิน เฉพาะเมื่อผู้เล่นล้ำหน้าเกิน 50 เซนติเมตรเท่านั้น
- ผู้ตัดสิน ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจว่าจะยกธงและหยุดเกมเมื่อใด พวกเขาอาจลดธงลงหากสงสัยว่าเกิดความผิดพลาด
- แต่ ฟีฟ่า เผยว่าเทคโนโลยีนี้มีมาตรการป้องกันความผิดพลาดหลายอย่างเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังคงไม่สามารถตรวจจับการล้ำหน้าในระยะที่ใกล้ที่สุดได้ และยังมีข้อจำกัดหากผู้เล่นอยู่บนพื้น หรือหากมีผู้เล่นหลายคนอยู่ใกล้กันมากเกินไป
ระบบนี้ใช้ได้เฉพาะกับการล้ำหน้าตามตำแหน่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับการตัดสินแบบอัตนัย ซึ่งต้องอาศัยการตีความว่าผู้เล่นได้รบกวนคู่ต่อสู้ โดยที่ไม่ได้สัมผัสลูกบอลหรือไม่
ฟีฟ่า หวังว่าระบบนี้จะช่วยลด 2 ปัญหาสำคัญ ทั้งเรื่องความหงุดหงิดของแฟนบอลและผู้เล่น และลดโอกาสบาดเจ็บจากการเล่นที่ไม่จำเป็นเมื่อมีการยกธงล้ำหน้าล่าช้า
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2025 ไตไว อโวนิยี่ กองหน้าน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้รับผลกระทบ หลังจากชนเสาประตูจนหมดสติ เมื่อผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้าช้า ฟีฟ่า ยังยืนยันว่าจะสร้างอวตาร 3 มิติเสมือนจริง ที่ใช้ AI ของผู้เล่นทุกคน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงการสร้างการสแกนดิจิทัลของผู้เล่นทั้ง 1,248 คน จาก 48 ชาติที่ส่งรายชื่อนักเตะชาติละ 26 คน
ผู้เล่นแต่ละคนจะต้องเข้าไปในห้องสแกน ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 1 วินาที และต้องทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในระหว่างการถ่ายภาพก่อนการแข่งขัน


